Print

HELIX C-DSP | Part 1 รีวิวแกะกล่องสำรวจภายใน

Written by Sakda J.

คงมีพวกเราหลายคนที่ลงทุนไปกันชุดเครื่องเสียงพอสมควรใช่ไหมครับและก็จดๆจ้องๆกับเจ้าดีเอสพีอยู่ ถ้าพูดถึงดีเอสพีรุ่นท็อปๆ เจ้า Helix C-DSP ก็เป็นหนึงในนั้น เสิร์ชดูมีแต่เพียงแค่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ สเป็คบอกลำบากว่าเสียงจะเป็นอย่างจริงไหมครับ จะหาฟังก็ลำบากอยุ่เหมือนกัน ราคาก็ไม่ใช่เล่นๆ ก่อนตัดสินใจซื้อขอตรวจตาดูทั้งฮาร์ดแวร์และก็ซอฟแวร์ให้แน่ใจว่าดีที่สุดก่อน แล้วใครจะเอามาให้ดูได้ละ งั้นผมขออาสาซนแทนเองครับ เรามาหาจุดเด่นจุดด้อยกันดีกว่ามันมีอะไรได้บ้างครับ

 

หน้าตากล่องภายนอกครับดูหรูหราดีจริง

 

หน้ากล่องมีสกรีนสเป็คเครื่องด้วย

 

เมดอินเยอรมัน DIN EN ISO 9001

 

เปิดมามีโฟมสีเทาดำเนื้อแน่นปิดกันกระแทกอยู่

 

เปิดออกดูพบตัวเครื่องรูปทรงสี่เหลี่ยมนอนอยู่ในกล่องไม้พร้อมโฟมล้อมรอบ

 

จับเครื่องขึ้นมาดูไม่หนาเท่าไหร่น้ำหนักพอประมาณครับ

 

พลิกดูด้านหลังมีสกรีนสีด้านหลังเครื่อง สี่บรรทัด

 

ในกล่องมีสายดาต้า usb สำหรับเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ และสกรูสำหรับติดตั้ง 

 

สำรวจรอบตัวเครื่องมี 2 ด้านที่เชื่อมสายเข้าออก คือ ด้านบน กับ ด้านล่าง

เราจะเห็นอินเตอร์เฟสสำหรับต่อทั้งขาเข้าและขาออก
อย่างแรกต้องชมว่าออกแบบฉลาดในพื้นทีจำกัดแบบนี้มีแบ่งทางเข้าสัญญาณในทิศทางเดียวกัน เข้าทางออกอีกทาง หรือเรียกว่าเข้าล่างออกบน

 

ด้านบนมีช่องต่อสำหรับสาย RCA เอาพุทต์ได้ 8 แชนแนลเป็นขั้วชุบทองสกรีนไว้ A-H

สัญญาณขาออกเป็นแบบอิสระ เราสามารถกำหนดเองได้ว่าจะให้เป็นอะไรก็ได้
ไม่ว่าจะทุ้ม กลาง แหลม หรือเรียฟิล แม้กระทั่งเซ็นเตอร์ก็ทำได้โดยไม่ต้องกำหนดเป็นแบบสเตอริโอก็ยังสามารถ
อย่างเช่น A,B เป็นคู่หน้า C,D เป็นคู่หลัง E เป็นเซ็นเตอร์ F ซับวูฟเฟอร์ G,H เป็นเซอร์ราวน์
สะดวกมากทีเดียวครับ

 

ถัดมาเป็นอินเตอร์เฟสสำหรับต่อรีโมทควบคุม ช่องเสียบการ์ดสำหรับโหลดข้อมูลการจุนเพิ่ม
ปุ่มคอนโทรล ไฟแสดงการทำงาน ช่องต่อ usb สำหรับต่อคอม และสุดท้ายขั้วต่อไปเข้าเครื่อง

 

ด้านข้างเป็นตระแกรงทั้งสองด้านเข้าใจว่าไว้ระบายอากาศ แต่พอเครื่องทำงานด้านในจะมีไฟเรืองแสงสีส้มอยู่ภายใน 

 

มาดูที่ด้านล่างกันมีช่องต่อสัญญาณอินพุทต์ 8 แชนแนลเหมือนกันสกรีนไว้ A-H

ยังคงเป็นโปรเซสเซอร์รุ่นเดียวที่รองรับสัญญาณขาเข้าได้มากที่สุด ณ วันนี้
เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเพื่อนดีเอสพีด้วยกัน
audison bit-one 6 channel, alpine h800 6 channel, mosconi 6to8 6 channel

 

ช่องต่อสายลำโพงเข้าสำหรับรถที่ไม่เปลี่ยนวิทยุก็เข้าที่ช่องนี้

อินพุทต์สามารถรองรับระบบอย่างในรถที่มีเครื่องเสียงระดับพรีเมียมที่แยกสัญญาณแบบไตรแอมป์
แหลม กลาง ทุ้ม ออกจากกัน ก็ยังสามารถนำมารวมกันได้ในเครื่องนี้

เช่น A,B เราเข้าเสียงแหลมจากตัวรถ C,D เราเอาสัญญาณเสียงกลางเข้า E,F เราเอาสัญญาณทุ้มมาเข้า ส่วน G,H เราเอาสัญญาณชุดหลังมาเข้า
ซึ่งตัวเครื่องและซอฟแวร์มีความสามารถพิเศษตรงนี้ครับ ยึดหยุ่นดีมากครับ

 

มีอินเตอร์เฟสสำหรับเข้า Optical อินพุทต์ได้หนึ่งชุดแบบ SPDIF 6-192Khz Sampling rate

 

ด้านบนเครื่องการสกรียนทำได้เนี้ยบมากครับ มีปุ่มสำหรับปรับสัญญาณขาเข้าไว้ 4 ปุ่ม

 

ปุ่มออกแบบจัดวางได้เรียบง่าย มีไฟด้านหน้าเครื่อง 1 ดวง

 

เปิดฝาดูด้านในกันครับ

ผ่าท้องเรียบร้อยแล้วครับไปดูภายในกัน ภายในจัดวางอย่างเป็นระเบียบสวยงามมากทีเดียว

การเดินลายวงจรไปในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ขาเข้าไปจนขาออก
ทำได้อย่างมีระเบียบมากเหมือนงานศิลปะ

 

หัวสมองหรือหัวใจของเครื่องนี้มีโปรเซสเซอร์ 56Bits 2 core ANALOG DEVICE บนล่างอย่างละตัว

ส่วนชิพด้านซ้ายมือเป็น A/D Asahi Kasei AK5388 ซึ่งเป็นชิพที่เรียกได้ว่าไฮเอนด์ทีเดียวมีความสารถสูงทำงานในระดับ Sampling 24 bits / 214Khz ทีเดียว ให้ไดนามิกเรนจ์ได้สูงถึง 123 dB และมี Group delay ต่ำแถมเป็น Phase linear อีกด้วยน่าสนใจทีเดียวครับ
ถ้าเทียบกับดีเอสพีในเครื่องเสียงรถยนต์ตัวอื่นถือว่าเหนือกว่าเยอะที่เดียว

 

ชิพดีทูเอใช้ชิพซีรัส CIRRUS LOGIC (ขนนก)

เป็นชิพถอดรหัสฝั่งขาออกจากโปรเซสเซอร์ D/A Converter
มีไดนามิก 114 dB, 192 kHz 8-Channel

 

ดูหลังขั้วไฮเพาเวอร์อินพุทต์มีตัวต้านทานขนาดใหญ่เรียงกันอยู่ถึง 8 ตัว

 

ปุ่มปรับ Input Gain

ตัววอลลุ่มเป็นแบบกันฝุ่น

 

มีไอซีเรกูเลเตอร์ +15 -15V ทำงานร่วมกัน

ตัวควบคุมแรงดันไฟสำหรับพวกไอซีต่างในเครื่องให้ไม่ให้มีไฟตกไฟเกินที่ 15 โวลต์ครับ

 

หน้าตาชิพโปรเซสเซอร์ ANALOG DEVICE ADAU1446

ชิพรุ่นนี้พิเศษมีซอฟแวร์อัลกอริทึม SigmaAudio-CORE สำหรับงานจูนเสียงที่ดีมากตัวนึงฝังอยู่ภายใน
ทำงานที่ความละเอียด 48KHz ได้ 3854 คำสั่งในหนึ่งวินาที
เท่ากับกดเครื่องคิดเลข 172,032.000 ครั้ง
(สามารถคำนวณได้เร็ว 172 ล้านครั้งต่อวินาที)

 

เทียบขนาดกับน้องเล็กรุ่น P-DSP

ขนาดแตกต่างกันมากทีเดียวกว้างกว่าแต่บางกว่า

 

นเว็บของ audiotec fischer เองเขียนสรรพคุณไว้เยอะทีเดียวแค่คำแรกก็เจ๋งแล้วครับ เปรียบเทียบมันเป็นรถยนต์ Rolls Royce ของโปรเซสเซอร์ทีเดียว ออกแบบเน้นที่คุณภาพเสียงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง มีชิพประมวลผลเสียงแบบคู่ Dual core 56 bits ซึ่งมีความละเอียดสูงโดยเคลมว่าไม่ทำให้คุณภาพของสัญญาณเสียงถดถอยในระหว่างประมวลผลทั้งในแบบ D/A และ A/D ไม่เว้นแม้ทุกๆรายละเอียดปลีกย่อยในเรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์

ชุดเข้าประกอบด้วย 3 รูปแบบ

  • RCA (8 Channels) 1-6Volts สามารถโปรแกรมเลือกแต่ละช่องสัญญาณได้ค่อนข้างอิสระ
  • Optical input (1) 6-192Khz สามารถต่อสัญญาณขาเข้าเป็นแบบดิจิตอลได้หนึ่งช่องสัญญาณ
  • High Level Input (8 Channels) 2-20Volts สามารถต่อได้แปดช่องคล้ายกับ RCA แต่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ขาออก

  • RCA (8 Channels) สามารถโปรแกรมเลือกแต่ละช่องสัญญาณได้ค่อนข้างอิสระ

ระบบไฟ

ใช้ไฟรถยนต์ 12Volts (ใช้ได้ตั้งแต่ 9.2-18Vdc ตามสเปค จะปิดตัวเองถ้าต่ำถึง 6Vdc เกินเวลา 5 วินาที)

อิควอไลเซอร์ | EQ

  • Graphical 30-band ต่อแชลแนลและสามารถปรับจูนแบบละเอียดได้ถึง 1/24 octave
  • ปรับค่า Q ได้ตั้งแต่ 0.5-15
  • ปรับแอมปลิจูดได้ +6 ถึง -15 dB

ไทม์ดีเลย์ | TimeAlignment

  • Distant mode โปรแกรมระยะทางของลำโพงแต่ละตัวโดยใช้สายตลับเมตรวัด
  • Delay mode กำหนดระยะเวลาการหน่วงลำโพงกับแบบความละเอียด 7 มิลลิเมตร

ครอสโอเวอร์ | Crossover

ชุดครอสโอเวร์ทำได้แบบอิสระทุกแชลแนลโปรแกรมง่ายๆ แค่คลิกเม้าส์ก็เปลี่ยน Highpass, Bandpass และ Lowpass ได้อย่างละเอียดมากเลือกได้ทั้งชนิดคาร์แรคเตอร์ของจุดตัดเสียงซึ่งมีผลต่อเสียงเป็นอย่างมาก Characteristic ของครอส

  • Butterworth 1st, 2nd, 3th, 4th, 6th ,7th Ordered (6,12,18,24,36,42dB/Octave)
  • Bessel 1st, 2nd, 3th, 4th, 6th ,7th Ordered (6,12,18,24,36,42dB/Octave)
  • Linkwitz 2nd, 4th, 6th Ordered (6,12,18,24,36,42dB/Octave)
  • Tschebyshev 1st, 2nd, 3th, 4th, 5th ,7th Ordered (6,12,18,24,36,42dB/Octave)
  • Self-Define 2nd Ordered (12dB/Octave)

 

จุดเด่นงานฮาร์ดแวร์

  • ชิพประมวลผลเร็วทำงานได้ 3854 คำสั่งต่อเสียงหนึ่งวินาที (172 ล้านการคำนวณต่อวินาที) เพราะฉะนั้นการสั่งงานยากๆ ไม่เป็นปัญหา
  • ชิพเข้ารหัสดิจิตอลใช้คุณภาพสูงอย่างชิพ Asahi Kasei
  • สามารถเข้าสัญญาณอินพุทต์ได้ถึง 8 แชนแนล และสามารถทำการรวมสัญญาณได้ด้วยในตัว
  • มีความเพี้ยนต่ำเพียง 0.001% ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่ง
  • Signal-to-noise สูงกว่าเพื่อน 114 dB
  • กำหนดสัญญาณออกได้อิสระต่อกันหมด
  • ทิศทางการต่อสายทำได้ง่าย
  • วัสดุภายในใช้อย่างดี และออกแบบเป็นระเบียบดีสวยงาม

จุดด้อยงานฮาร์ดแวร์

  • ที่ยึดน๊อตครับ ยึดยากครับ (ไม่ถึงกับเป็นปัญหาหรอก แต่น่าจะทำได้ดีกว่านี้)
  • ไม่มีหน้าจอแสดงผลแยก (ทางเยอรมันแจ้งว่าจะทำชุด Blutooth เชือมต่อกับการปรับผ่านทาง Android ซึ่งยังไม่ออก ณ เวลานี้)
  • มีโปรไฟล์เสียงได้แค่ 2 ปรีเซ็ตเท่านั้น (ต้องสั่งงานผ่านรีโมทขายแยก)

ดูต่อตอนหน้า
HELIX C-DSP | Part 2 รีวิวทดสอบพร้อมใช้งานจริง

 

"แค่แกะกล่องงานฮาร์ดแวร์ก็ได้คะแนนไปเต็มๆ"