Print

HELIX C-DSP | Part 2 รีวิวทดสอบการใช้งาน

Written by Sakda J.

าต่อกันต่อภาค 2 ครับสำหรับ Helix C-DSP คราวนี้เราจะมาดูกันแบบเจาะลึกหน่อยสำหรับการทำงานของดีเอสพีรุ่นท็อปของทางฝั่ง Audiotec fischer GmbH ซึ่งเป็นเครื่องเสียงฝั่งเยอรมันที่ปัจจุบันมี 3 แบรนด์ดังอย่าง Brax, Helix และก็น้องใหม่อย่าง Match มาให้เราเลือกเล่นกัน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านภาคแรก HELIX C-DSP | Part 1 รีวิวแกะกล่องสำรวจภายใน

 

ในเว็บของ Helixhifi.com เขียนสรรพคุณของ Helix C-DSP รุ่นท็อปรุ่นนี้เอาไว้หนักแน่นทีเดียว เริ่มจากเปรียบเทียบดีเอสพีรุ่นนี้ว่าเป็นสุดยอดนวัตกรรมคลาสสิคอย่าง Roll Royce ทีเดียว ใครอายุมากหน่อยก็น่าจะรู้ว่าความพิเศษของชื่อเสียงโรลสรอยกันมาบ้างไม่ว่าจะเป็นยานยนต์หรือเครื่องยนต์ไอพ่นที่ใช้ในเครื่องบินมากมาย

ทำไมถึงเอาไปเปรียบเทียบกันได้ ผมอ่านๆดูก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แค่คำเปรียบเปรยยกหางใครๆ ก็สามารถเขียนกันได้ทั้งนั้นว่าไหมข้อมูลคำโฆษณาจริงบ้างเท็จบ้างคิดเหมื่อนผมหรือเปล่า

อีกส่วนเพิ่มเติมที่เค้าบรรยายเอาไว้ในนั้นก็มีเรื่องจุดเด่นในด้านการออกแบบที่เน้นคุณภาพเสียงตั้งแต่ต้นทาง ถึง ปลายทาง มีชิพเสียงสองตัวทำงานดูอัล (56Bit Dual core) ซึ่งมีความละเอียดสูงไม่ทำให้เสียงเสียโดยเฉพาะการแปลงสัญญาณอนาลอกไปดิจิตอล และก็ในทางกลับกันด้วย

 

เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบกับ | Roll Royce

ในเวลาสองสัปดาห์ผมใช้ความพยายามงัดแงะขุดคุ้ยสเป็คของดีเอสพีในตลาด ได้มาดูกัน 4 รุ่นครับโดยเป็นรุ่นท็อปๆของแต่ละค่าย ขอบอกว่าใช้ความพยายามอย่างมากเพราะข้อมูลบางอย่างอยู่บนตัวอุปกรณ์ เรียกว่าชำแหละกันทั้งสี่รุ่นเพื่ออยากรู้ว่ามันเป็น Roll Royce หรือเพียงแค่แยมโรลครับดูกันเอาเองครับใครดูสเป็คไม่เป็นไม่ต้องกังวลข้ามไปเลยครับ เดี๋ยวสรุปให้ฟังอีกทีท้ายตารางครับ

ตารางเปรียบเทียบดีเอสพีรุ่นต่างๆ

ใครอยากปริ้นดูสเป็คชัดหน่อยก็คลิกที่รูปแล้วปริ้นจากโปรแกรม adobe reader ได้เลยครับ ในตารางที่ทำมาเปรียบเทียบกันได้ข้อมูลรุ่นท็อปทั้ง 4 ยี่ห้อ 4 รุ่นครับพอเป็นแนวทางการตัดสินใจได้บ้างครับ (ปริ้นได้นะครับ)

สังเกตช่องที่ทำไฮไลท์สีเหลืองในตาราง หมายถึงข้อได้เปรียบ

 

สรุปจุดเด่นหลักๆ ที่ได้เปรียบรุ่นอื่นๆ

  • 8 แชนแนลอินพุทต์ รับสัญญาณเสียงเข้าได้เยอะกว่า และยังมิกซ์สัญญาณได้อิสระ
  • A/D และ D/A ใช้เกรดไฮเอนท์แท้ไม่ใช่ชิพอีโคโนมี (รุ่นประหยัด)
  • ความเพี้ยนต่ำเพียง 0.001% ซึ่งต่ำมากต่ำที่สุด
  • ค่าสัญญาณเสียงต่อสัญญาณรบกวน S/N ratio สูงถึง 114 dB ห่างจากคู่แข่งมาก
  • ความถี่ตอบสนองกว้างกว่าโดยเฉพาะเสียงแหลมไปถึง 22000 เฮิร์ต
  • มีแรงดันเสียงขาออกสูงถึง 6 โวลต์
  • ค่าความละเอียดในการประมวลผลดีเอสพีสูง 56 Bit ซึ่งมีผลต่อไดนามิกเรนจ์ที่สูงขึ้น
  • การปรับจูน EQ, Crossover, Time-Alignment เหนือกว่าเพื่อนเกือบทุกฟังก์ชั่น
  • ภาคจ่ายไฟ P3S ทันสมัยที่สุดมีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน ซึงสามารถใช้ในรถไฮบริดรุ่นใหม่ๆได้โดยตรง

หลังจากได้เปรียบเทียบสเป็คอยู่หลายวันก็ได้ข้อสรุปครับว่าโดยรวม "เป็นรุ่นที่ดีที่สุดในปัจจุบัน" ครับ (สิงหาคม 2556) เมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นหลักคือการปรับปรุงคุณภาพของระบบเสียง ไม่นับรวมพวกอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างซึ่งมันไม่ใช่ฟังก์ชั่นหลักของดีเอสพีนะครับ

การไหลและรวมสัญญาณเสียง |  Channel Routing Matrix

ถ้าพูดถึงการเอาไปใช้กับระบบที่หลากหลายในรถยุคใหม่ (In-car integration) ฟังก์ชั่นนึงที่ทุกๆ ดีเอสพีควรจะมีก็คือฟังก์ชั่นนี้ครับ Channel routing และควรจะมีในดีเอสพีรุ่นต่อๆ ทุกรุ่นด้วย เพราะมันมีข้อดีในการทำให้การติดตั้งเรียบง่ายขึ้นและใช้งานได้ดี แถมประหยัดงบประมาณไปได้มากโดยไม่ต้องซื้อตัวแปลงสัญญาณและตัวรวมสัญญาณ

Channel routing ทำหน้าหลักก็คือการเลือกช่องสัญญาณ และการรวมสัญญาณเสียงก่อนเข้ามาปรับแต่งเสียงนั่นเอง ถ้าใครยังไม่เข้าใจดูตัวอย่างต่อไปครับ

 

สัญญาณขาเข้า > เลือกหรือรวมช่องสัญญาณ > สัญญาณออก

กรณี1 อย่างรถรุ่นใหม่บางรุ่นที่ทางโรงงานแยกสัญญาณเสียงคู่หน้าเสียงกลาง และเสียงแหลม ออกจากกันไม่ใช่สัญญาณเสียงปกติแบบที่ควรจะเป็น เราก็สามารถใช้ฟังก์ชั่น Channel routing นี้นำมารวมสัญญาณได้ทันทีเลยโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์รวมสัญญาณราคาแพงอย่าง JL Audio Cleansweep CL-SSI ระบบตัวอย่างรถบีเอ็มที่มีซับมาจากโรงงานครับ

กรณี 2 สำหรับบางรุ่นที่เครื่องเสียงเป็นสามทางมาจากโรงงานซึ่งต่างจากกรณีแรกคือเพิ่มเสียงกลางเข้ามาอีกก็สามารถเอามารวมกันเป็นสัญญาณฟูลเรนจ์ปกติได้ทันทีเลย ซึ่งดีกว่า ง่ายกว่า ประหยัดกว่าเห็นๆ โดยมีในรถตระกูลเบนซ์ บีเอ็ม หรือรถที่มีลำโพงสามทางมาจากโรงงานครับ

กรณี 3 เราสามารถรวมสัญญาณซับจาก เสียงที่มาจากลำโพงหน้าซ้าย, หน้าขวา, หลังซ้าย, หลังขวา มาเป็นสัญญาณโมโนได้ทันทีไม่ต้องไปเสียตังค์ซื้ออุปกรณ์หรือสายพิเศษใดๆ และยังเป็นผลดีต่อเสียงที่ต้องสุญเสียระหว่างทางเดินสัญญาณที่ยาวขึ้นด้วย ที่เห็นๆ คือประหยัดค่าสายสัญญาณไปเยอะทีเดียวครับ

กรณี 4 รวมสัญญาณซ้าย ขวา ออกเป็นสัญญาณเซ็นเตอร์สำหรับดูหนังได้ทันที หรือจะทำเป็นเรียฟิลแบบไม่แยกซ้ายขาวก็ยังได้ ระบบแบบนี้เป็นการพลิกแพลงทำให้สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายกรณีทีเดียว

หน้าตาการทำ channel routing 

 

ความเรียบง่าย | Simple is the best ever!

สิ่งที่แตกต่างจากดีเอสพีหรือโปรเซสเซอร์ตัวอื่นนอกจากจะเรื่องความละเอียดในการปรับจูนที่ผมลองหาข้อมูลมาให้ดูเปรียบเทียบกันแล้วนะครับ ยังมีเรื่องที่เป็นประเด็นที่หลายคนมองข้ามคือ GUI (Graphic user interface) นั้นเองครับ มันใช้งานง่ายและอยูในหน้าต่างเพียงแค่หน้าต่างเดียวเราก็ทำการปรับจูนได้ทั้งหมด แล้วมันดียังไง ลองนึกตามผมดูนะครับถ้าเป็นคนปรับจุนเสียงและก็กำลังจะทำการปรับจูนเสียงซึ่งมันมีขั้นตอนมากมายแถมฟังก์ชั่นที่ปรับจูนก็เยอะตามไปอีกด้วย บางครั้งต้องปรับจูนเป็นร้อยคลิกทีเดียว จะง่ายมากถ้ามันรวมอยู่ในที่เดียวกันแบบนี้ไม่ต้องสลับหน้าต่างไปมาและมีกราฟฟิคคอนเฟิร์มความถูกต้องให้ดูทันที ถ้าให้ผมเดาเอาเองนะครับถามคนจูนร้อยคนผมว่ามากว่า 95 คนชอบหน้าตาการจูนแบบนี้ซึ่งผมว่าก็ชอบเหมือนๆกัน อะไรที่มันไม่ซับซ้อนก็ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าอย่างชัดเจนครับ

สรุปการออกแบบ GUI สำหรับหน้าตาโปรแกรมปรับจูนสามารถทำให้ประหยัดเวลาในการคลิกและลดความผิดพลาดลง เพียงหน้าต่างเดียวและเห็นภาพโดยรวมได้อย่างชัดเจน สิ่งที่ได้ก็คงไม่พ้นเสียงที่ดีขึ้นแน่นแนครับ

 

เครื่องมือวัดเสียง | Real Time Analyzer

หลายคนคงรู้จักเครื่องมือชนิดนี้ได้ดี หรือไม่รู้รักก็คงไม่เป็นไรครับมันเป็นเครื่องวัดเสียงที่มาพร้อมกับโปรแกรมการจูนเสียงแบบกึ่งอัตโนมัติครับ แค่เราป้อนสัญญาณทดสอบเข้าไปโปรแกรมทำการวัดเสียงผ่านไมค์วัดเสียงและให้ผลออกมาเป็นค่าการปรับจูนที่เป็นมาตรฐาน เราแค่นำค่าที่ได้นี้ไปทำการปรับแต่งเสียง มันง่ายและรวดเร็วอย่างมากแถมให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งทีเดียวครับ

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ฟรีครับ ไม่ต้องซื้อเพิ่ม

แถบสีเทาเป็นเสียงอ้างอิงที่เราคาดหวัง แถบสีส้มเป็นเสียงจริงในรถ ถ้าสองเส้นทาบกันพอดีแสดงว่าได้เสียงตามต้นฉบับ หรือเรียกได้ว่าเสียงครบต่อจากนั้นเราจะปรับแต่งเพิ่มเติมตามชอบใจก็ยังได้

 

ทดสอบเสียงจริง

ในระบบทดสอบผมทำการทดสอบในชุดจริงในรถที่ติดตั้งจริงหลายคัน หลายระบบแรกในรถเบนซ์ CL500 เป็นชุดทีใช้วิทยุเดิมของรถเข้า Helix C-DSP โดยตรงออกเพาเวอร์แอมป์ McIntosh ขับลำโพง Focal UTOPIA BE KIT N°7 การเซ็ตอัพและปรับจูนไม่ยุ่งยากซับซ้อนเรียกว่าง่ายและรองรับระบบไฟรถที่เป็น CAN Bus ได้อย่างดีไม่มีเสียงฮีสเสียงฮัม และเสียงซ่าทุกเสียงรบกวนเงียบสนิทโล่งใจไปหนึ่งอย่างสำหรับปัญหาเสียงรบกวน

เซ็ตอัพระบบ ตั้งค่าครอสโอเวอร์ เราเริ่มจากค่า Butterworth -12dB/Oct กันก่อน คันนี้ทดสอบโดยใช้การตั้งค่าตามค่าโรงงานของลำโพงก่อนจากนั้นทำการวัดเสียงด้วยเครื่องวัดเสียงและทำการแก้ไขจุดตัดเสียงจนได้จุดตัดเสียงที่เหมาะสมกับลำโพงและซิสเต็มทั้งหมด

ขั้นตอนการปรับจูนดีเลย์ (Time Alignment) ทำได้อย่่างง่ายดายเพราะอยู่ในหน้าต่างเดียวกันเรียกได้ว่าปรับตำแหน่งชิ้นดนตรี เสียงร้องได้ตำแหน่งชัดเจนมาก โดยรวมปรับตั้งง่ายและแต่ละตำแหน่งเคลียร์มากไม่เหลื่อมล้ำทับซ้อนกัน ไม่มีเงาเสียงมาบังกันให้ได้ยินแม้แต่น้อย สงสัยในความละเอียดอยู่เหมือนกันครับ เพราะเคลมว่า 0.02ms/step ซึ่งเคยปรับของรุ่นอื่นๆ ที่มีความละเอียดเท่ากันแต่มิติไม่ชัดเจนเท่าตัวนี้ครับ

ขั้นตอนการจูนเสียง EQ ทำโดยการจูนผ่านโปรแกรมวัดเสียงโดยต่อกับไมค์ของ Helix MTK1 ซึ่งออกแบบมาพร้อมกันกับซอฟแวร์เวอร์ชั่น V.2.80 เริ่มต้นจูนเสียงด้วยไกด์เสียงอ้างอิงที่มากับโปรแกรมวัดเสียงในตัว (เส้นสีเทาที่อยู่ในภาพโปรแกรมวัดเสียงด้านบนครับ) ผลออกมาใกล้เคียงผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นได้เสียงตั้งต้นที่ครบสำหรับการจูนเสียงงด้วยหูต่อไปครับ ขั้นตอนต่อไปเราจะจูนกันแบบละเอียดตัวโน๊ตต่อตัวฟังกันทุกชิ้นดนตรีทุกแนวเพลงเท่าที่เหมาะสม

 

ทดลองฟังพร้อมปรับจูนละเอียด | Fine Tuning

ทดสอบเสียงผ่านระหว่างผ่าน กับ ไม่ผ่าน เครื่องดีเอสพี มีก็ต้องดีกว่าแน่นอนยังไงก็ 100% แต่สิ่งที่สังเกตได้แตกต่างจากดีเอสพีที่เคยๆ ผ่านหูไม่ต่ำกว่าหลักร้อยเครื่องคือเสียงแหลมครับอย่างชิ้นดนตรีจำพวก Hi-hat, Cymbal หรือ Triangle นั้นสามารถเก็บเสียงทอดยาวจนสุดเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก และยังคุมความถี่เสียงจำพวกเสียงความถี่สูงๆ ได้อย่างน่าสนใจ ถ้าพูดแบบบ้านๆก็เรียกว่าตัวน้ำเสียง (Timbre) ของเครื่องดนตรีหรือแม้แต่เสียงร้องมีความเที่ยงตรงสูงผิดหูผิดตาทีเดียว

ปล.ไม่ใช่ทิมเบอร์ที่แปลว่าไม้นะครับไม่เกี่ยวกัน

ลักษณะเด่นอีกอย่างที่ต้องพูดถึงคือการปรับอีคิวในระหว่างที่ทำการฟังทดสอบไปด้วย ตัวโน๊ตหลักของเครื่องดนตรีบางชิ้นอย่างเช่น กลอง Bongo ที่มีความถี่หลักอยู่ที่ 280 และ 610Hz ซึ่งในระบบก่อนจูนเสียงเสียงกลองไม่มีไดนามิคสำหรับดนตรีชิ้นนี้เลยไม่คมไม่ชัด ซึงเราสามารถจูนโดยปรับตั้งความถี่ละเอียดโดยตรงได้เลยไม่เหมือนบางรุ่นที่ไม่สามารถทำได้จะปรับทีก็ไปกระทบความถี่ชินอื่นๆ ซึ่งทำให้การจูนเสียงง่ายและตรงประเด็นอย่างมาก เสียงที่ได้ก็สมจริงได้ดังใจ

อีกตัวอย่างนึง เสียง flute เสียงลมนั้นชัดและเป็นธรรมชาติ เพียงลดความถี่ช่วง 10-12KHz ที่เป็นเงาบังเสียงลมลงเล็กน้อย และก็เพิ่มย่าน 16K ไปก็ได้ความเป็นธรรมชาติกลับมาทันทีรู้สึกเหมือนเสียงสั่งได้ดังใจปกติเวลาเร่งเสียงจากอีคิวทั่วไปมักเกิดเสียงเพี้ยนแต่สำหรับ Helix C-DSP ไม่เป็นอย่างนั้นเดาวาภาคประมวลผลเสียงมีความเที่ยงตรงมาก

ส่วนเสียงร้องอยากเพิ่มความอุ่นของเสียง (warmth) และก็อยากลดเสียง ส, ซ ซึ่งเยอะเกินไปบ้าง แก้ไขโดยการปรับจูนที่ความถี่ 100, 125, 250, 5-8Khz อย่างไม่ยากเย็นอะไรสุดท้ายออกมาเสียงเป็นธรรมชาติจูนให้ติดอุ่นตามแต่คนฟังต้องการ และก็ลดความถี่สูงลงเล็กน้อย

ส่วนเครื่องดนตรีอื่นๆ ก็ทำการปรับในลักษณะเดียวกับแล้วก็ทำการฟังเพลงหลากหลายแนวให้ครบถ้วนเป็นอับเสร็จงาน

อีคิวในดีเอสพีของ Helix มีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ลืมพูดถึงไปก็คือสามารถลดได้มากถึง -15dB ซึ่งเหมาะกับการแก้ปัญหาหนักสำหรับบางความถี่แคบๆในบางระบบครับ

เสียงหลังการปรับแต่งครั้งสุดท้ายทำให้ระบบน่าฟังเป็นอย่างมากมีการจัดระเบียบตัวโน๊ตดนตรีผสมผสานกลมกลืนดีเสียงไม่มีการกระจัดกระจาย ตำแหน่งมิติลึก กว้าง และเป็นระเบียบ โทนเสียงก็ออกมาน่าฟัง

สิ่งที่หลายคนถาม

แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางข้อที่มีคนถามกับผมบ่อยทีเดียว อย่างการที่ไม่มีหน้าจอแสดงผลมาทำให้เราไม่สามารถเลือกโปรไฟล์เสียงได้ 3-4 แบบตามต้องการอย่าง Audison Bit-one ซึ่งผมเองมองต่างมุมไปจากประสบการณ์

การจูนที่ดีที่สุดมักจะมีอยู่แบบเดียว แม้จะสร้างมา 3-4 โปรไฟล์ก็ตามแต่จะมีโปรไฟล์อยู่เพียงอันเดียวที่ดีที่สุดเท่านั้นและเราก็เลือกฟังอันนั้นอยู่ตลอด ถ้าเราจูนเสียงได้ครบ 20-20000 เฮิร์ต ดังนั้นทุกๆ เสียงทุกๆ ชิ้นดนตรีทุกๆ แนวเพลงที่แตกต่างกันก็จะไม่มีผลต่อการจูนเลย และสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าฟังเอง

ผมขอยกเครดิตข้อนี้ให้กับการออกแบบและเลือกฮาร์ดแวร์ต่างๆ ขึ้นจนเป็นเครื่องมือที่รวมการปรับเสียงและแก้ไขปัญหาอคุสติกในรถยนต์รวมมาอยู่ในเครื่องเดียวแบบนี้ พร้อมใช้งานอย่างลงตัวที่สุดเครื่องหนึงครับ

สรุป | Conclusion

ถ้าพวกเรามองหาดีเอสพีที่เสียงดีที่สุดก็ไม่ต้องลังเลใจครับ ถ้างบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัด ถามผมว่าคุ้มไหม ผมบอกได้แค่นี้โดยเอาประสบการณ์เป็นประกันเลยครับ

"คุณจะไม่เสียใจภายหลัง และไม่หันหลังกลับแน่นอน"

 

แค่ค่าอีคิว 30 แบนด์ 8 แชนแนล ตีซะว่าเท่ากับสามเครื่องราคาเมื่อก่อนก็ประมาณรวมกันไม่ต่ำกว่า 60,000 บาท ไม่รวมครอสโอเวอร์ดีๆซักเครื่องต้องมีอีก 2-30,000 บาท ยังไม่นับรวมตัวแปลงสัญญาณดีๆซักเครื่องต้องมีร่วมๆ 20,000 บาท นี่ยังไม่รวมพวก Time-Alignment ค่า D/A Converter แบบไฮเอนด์ก็ปาเข้าร่วมแสนบาทแล้วนะครับ

แต่นอกเสียจากคุณไม่ได้อยากเสียงดีแต่อยากได้ของแต่งรถที่มีดิสเพลย์สวยๆ อันนั้นค่อยว่ากันอีกเรื่องนึงครับ